วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ข้อคิดในกระต่ายกับเต่า เวอร์ชั่นชีวิตจริง

กระต่ายกับเต่า  เวอร์ชั่นชีวิตจริง

โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้   

      กาลครั้งหนึ่ง เจ้าเต่ากับกระต่ายเถียงกันว่าใครเร็วกว่ากัน  ทั้งคู่จึงตกลงที่จะวิ่งแข่ง 
ก็มีการกำหนดเส้นทางวิ่งแล้วก็เริ่มการแข่งขัน 
เจ้ากระต่ายนำโด่งมาไกลก็เลยชะล่าใจ 
คิดว่าพักผ่อนใต้ต้นไม้ซักกะแป๊บนึงก่อนแข่งต่อก็คงดี 
ไปๆมาๆก็ง่วงสิ ตื่นมาอีกทีเจ้าเต่าก็คว้าแชมป์ไปแล้ว 
นิทานตอนนี้สอนให้รู้ว่า ช้าๆแต่มั่นคงสามารถเอาชนะได้ (เหมือนกัน) 
นี่เป็นเวอร์ชั่นเดะๆที่เราคุ้นหูกัน 
 

ต่อเลยนะ.......ครับ

 
    เจ้ากระต่ายสันหลังยาวก็อารมณ์บ่จอยตามระเบียบที่แพ้ 
มันจึงค้นหาจุดอ่อนของตนเอง   มันก็พบว่าความมั่นใจในตัวเองเกินไปบวกกับความขี้เกียจ ของมันนั่นแหละที่ทำให้แพ้ 
ถ้ามันไม่เผลอหลับซะอย่าง เต่าหน้าไหนจะเอาชนะมันได้ 
มันจึงขอแก้ตัวใหม่อีกครั้ง 
“เฮ้ย..เมื่อกี๊ฟลุ้คอ๊ะป่าว แน่จริง..ใหม่เด่ะ” เจ้าเต่าก็ตกลง  
"ย่อมได้ไอ้น้อง”.... 
 
แน่นอนว่าครั้งนี้ เจ้าเต่าโดนทิ้งไม่เห็นฝุ่น กระต่ายชนะขาดลอย 
เราได้ข้อคิดอะไรล่ะ... 
 
ต่อให้ช้าแต่ชัวร์ ยังไงก็แพ้เร็วและสม่ำเสมอ 
ถ้าเราเปรียบเทียบคนสองคนในองค์กรของเรา คนหนึ่งช้าจริง 
ทำอะไรมีระบบระเบียบแบบแผน แต่ทำอะไรๆไม่เคยพลาดไว้ใจได้แน่นอนในผลงานของเขา 
เทียบกับอีกคนหนึ่งที่เร็วและก็พอไว้ใจได้ในสิ่งที่เขาทำ 
คนที่เร็วกว่ามักจะประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้นๆมากกว่า 
 
เรื่องยังไม่จบแค่นี้ 
คราวนี้ถึงทีเจ้าเต่ามาหาจุดบกพร่องของตัวเองบ้าง และมันก็พบว่า 
เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะชนะกระต่ายในเส้นทางการวิ่งแบบที่เป็นอยู่นี้ 
มันก็คิดอยู่ซักครู่หนึ่งก็ไปท้ากระต่ายแข่งใหม่ 
แต่ขอเปลี่ยนเส้นทางวิ่งซะหน่อย 
เจ้ากระต่ายก็ว่าย่อมได้อยู่แล้วเพ่ พอการแข่งเริ่มปุ๊บี่ 
เจ้ากระต่ายก็ใส่เกียร์ห้อออกไปเต็มสปีดเลย 
จนกระทั่งไปถึงระหว่างทาง “เฮ้ย!!!..เวรกรรม ต้องข้ามแม่น้ำ ทำไงล่ะตู...” 
เส้นชัยอยู่ไม่ห่างจากฝั่งตรงข้ามเท่าไหร่เลย 
 
เจ้ากระต่ายมัวแต่เง็งว่าจะทำไงดี 
จนเจ้าเต่าคืบคลานมาทันแล้วก็จ๋อมลงน้ำว่ายข้ามฝั่งไปเข้าเส้นชัย 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.... 
 
พิจารณาจุดแข็งของตนให้ดีแล้วพยายามเปลี่ยนสนามการแข่งขันให้ 
ตนเองได้เปรียบมากที่สุดี 
 
ย๊างงง ยังไม่พอ มีต่อ.... 
 
ด้วยน้ำใจนักกีฬา ครั้งนี้เจ้าเต่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว 
ต่างคนต่างมาระดมสมองคิดด้วยกัน หากทั้งสองร่วมมือกัน 
การแข่งแบบเมื่อครั้งล่าสุดจะช่วยให้ทำเวลาได้ดีขึ้น 
 
ดังนั้น พวกมันจึงคิดจะแข่งอีกครั้ง แต่แข่งคราวนี้เป็นแบบทีมเวิร์ค 
 
เริ่มต้นเจ้ากระต่ายก็แบกเต่าวิ่งไปด้วยความเร็วสูง จนถึงริมแม่น้ำ 
เจ้าเต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังว่ายข้ามไป 
พอข้ามฝั่งเจ้ากระต่ายก็แบกเจ้าเต่าวิ่งต่อจนเข้าเส้นชัยด้วยกัน 
 
ผลการแข่งครั้งนี้สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่าย(ตัว)มากกว่า 
การแข่งครั้งก่อนๆหน้านี้ 
 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.... 
 
การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ดี 
แต่หากไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น 
ยังไงก็ไปไม่รอด เพราะมันจะมีบางสถานการณ์ที่เราเจ๋งคนอื่นเจ๊ง 
ในขณะที่บางสถานการณ์เราเจ๊งแต่คนอื่นเจ๋ง 
 
ทีมเวิร์คสำคัญตรงที่การกำหนดผู้นำให้เหมาะกับสถานการณ์ 
 
ให้ผู้ที่มีความถนัดกับสถานการณ์นั้นๆเป็นผู้นำกลุ่มในแต่ละช่วง 
สถานการณ์ที่เหมาะกับความสามารถของเขา 
 
นอกจากนี้เรายังได้บทเรียนอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ไม่ว่าเต่าหรือกระต่าย 
ไม่มีใครที่คิดเลิกล้มหรือท้อแท้หลังจากความความล้มเหลวได้เกิดขึ้น 
กระต่ายแก้ไขจุดบกพร่องของตนเองโดยการทำงานที่หนักขึ้น 
และเพิ่มความมุมานะในงานของตนเองหลังจากพบความล้มเหลว 
ส่วนเต่าได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนใหม่ 
เพราะตัวมันเองได้ทำงานหนักที่สุดเท่าที่มันจะสามารถทำได้แล้ว ในชีวิต 
เมื่อเราพบกับปัญหาหรือความล้มเหลว 
บางครั้งเราก็ควรจะทำงานให้หนักขึ้นและมีความเอาใจใส่ในงานมากกว่าเดิม 
บางครั้งก็ควรเปลี่ยนแผนการทำงานและทดลองในสิ่งใหม่ๆที่แตกต่างออกไป 
และในบางครั้งก็จำเป็นต้องทำทั้งสองอย่างเลย 
 
นอกจากนั้น กระต่ายกับเต่าก็ได้บทเรียนที่สำคัญอีกอย่างคือ 
เมื่อเราหยุดการแข่งขันกับตัวบุคคล 
แล้วหันมาแข่งขันกับสถานการณ์แทน พวกมันจะทำงานได้ดีขึ้นมาก
 

ที่มา...ไทยรีดเดอร์คลับ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น