วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

พระเยซู...นี่ผมเอง มารายงานตัววันนี้"

ศิษยาภิบาลเรียนบทเรียนหนึ่งด้วยความรักจากชายแปลกหน้าผู้มาเยือนคริสตจักร

วันหนึ่งศิษยาภิบาลเดินทางผ่านคริสตจักรของเขาเองในตอนเที่ยง
จึงคิดจะแวะดูสักนิดว่าจะมีใครมาอธิษฐานในคริสตจักรไหม
ทันได้นั้นเอง ประตูหลังก็เปิดออก พร้อมกับชายคนหนึ่งเดินเข้ามาตามทางเดิน
ศิษยาภิบาลหน้านิ่วถมึงทึงด้วยความไม่พอใจ ชายคนนี้ไม่ได้โกนหนวดเครา
เสื้อเชิ้ตออกจะเก่าซอมซ่อ เสื้อนอกก็ขาดวิ่นและหลุดลุ่ย
เขาคุกเข่าลง และก้มศีรษะ จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินจากไป

หลายวันต่อมา
ตอนเที่ยงหมอนี่ก็โผล่มาที่คริสตจักรอีกเป็นประจำ
ในแต่ละครั้งเขาจะมาคุกเข่าอยู่สักครู่หนึ่ง
มีกล่องอาหารกลางวันบนหน้าตัก แน่นอน!
ศิษยาภิบาลตั้งข้อระแวงว่า หมอนี่คงเป็นพวกหัวขโมยแน่ๆ!!!
เขาตัดสินใจเข้าไปคุยกับชายผู้นี้ "คุณมาทำอะไรที่นี่หรือ?"

ชายแก่จึงเล่าให้ฟังว่า
เขาทำงานที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายนี้
มีเวลาพักเที่ยงครึ่งชั่วโมง และเวลาเที่ยงเป็นเวลาอธิษฐาน
เพื่อเขาจะได้รับเรี่ยวแรงและฤทธิ์เดช

" ผมอยู่ได้เพียงชั่วครู่เพราะโรงงานอยู่ไกลมาก
เมื่อผมคุกเข่าลงและพูดกับองค์พระผู้เป็นเจ้า
ผมจะบอกอย่างนี้ว่า
"องค์พระผู้เป็นเจ้า ผมเข้ามาอีกครั้ง
เพื่อจะบอกพระองค์ ว่าผมมีความสุขมากแค่ไหนตั้งแต่วันที่เราได้รู้จักกัน
และพระองค์ทรงยกโทษบาปของผม
ผมอธิษฐานไม่ค่อยเก่งนัก
แต่ผมคิดถึงพระองค์ทุกวัน
พระเยซู... ผม-จิม มารายงานตัววันนี้ "


ศิษยาภิบาลรู้สึกกระอักกระอวนกับความเขลาของตน
จึงบอกจิมไปว่า เขาสามารถมาที่นี่และอธิษฐานได้ทุกเวลา ครั้นได้เวลาจากกัน
จิมส่งยิ้มให้และกล่าว "ขอบคุณ" พร้อมกับเร่งรีบไปที่ประตู

ศิษยาภิบาลคุกเข่าตรงแท่นข้างหน้า
อย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อน
หัวใจที่เย็นชาของเขาหลอมละลายและอบอุ่นขึ้นด้วย ความรัก
...เขาได้พบพระเยซูที่นั่น
ในขณะที่น้ำตาไหลพรากอยู่นั้น
ภายในหัวใจของเขาได้อธิษฐานตามอย่างเฒ่าจิมที่ว่า

"องค์พระผู้เป็นเจ้า
ผมเข้ามาอีกครั้ง
เพื่อจะบอกพระองค์ว่า
ผมมีความสุขแค่ไหนตั้งแต่วันที่เราได้รู้จักกัน
และพระองค์ทรงยกโทษบาปของผม
ผมอธิษฐานไม่ค่อยเก่งนัก
แต่ผมคิดถึงพระองค์ทุกวัน พระเยซู...
นี่ผมเอง มารายงานตัววันนี้"

บ่ายวันหนึ่ง
ศิษยาภิบาลเริ่มสังเกตว่าจิมไม่ได้มาเหมือนเคย
และเวลาผ่านไปอีกหลายวัน
โดยที่จิมไม่ได้ปรากฏตัว เขาเริ่มรู้สึกวิตก
ที่โรงงาน ศิษยาภิบาลมาถามหาชายชราชื่อ จิม
และได้ความว่า เขาป่วย
คนที่โรงงานต่างก็เป็นห่วงกับอาการของจิม
แต่เขากลับทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ
ช่วงสัปดาห์ที่จิมอยู่ด้วยนั้น
นำการเปลี่ยนแปลงมาอย่างถ้วนทั่ว
รอยยิ้มของเขากับความปิติยินดีที่เป็นเหมือนโรคระบาด
ผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปคือรางวัลใหญ่ของเขา
หัวหน้าพยาบาลไม่อาจเข้าใจได้ว่า
เหตุใดจิมจึงดีใจอยู่เสมอ
ทั้งที่ไม่มีดอกไม้เยี่ยมไข้ โทรศัพท์ หรือบัตรอวยพร ไม่มีใครสักคนมาเยี่ยม

ศิษยาภิบาลยืนอยู่ข้างเตียงเขา
ฟังเสียงรำพันของพยาบาลผู้เป็นห่วง
โอ้...จิม ไม่มีเพื่อนมาแสดงความห่วงใย
ไม่มีใครที่เขาจะพึ่งพิงได้ แต่น่าแปลกใจ
เฒ่าจิมอธิบายขึ้นด้วยรอยยิ้มละไมของชัยชนะ

" คุณพยาบาลไม่เข้าใจ เธอไม่รู้หรอกว่า
ในครู่ใหญ่ๆ ของทุกเที่ยงวัน พระองค์อยู่ที่นี่ เพื่อนรักของผม
คุณเห็นไหมว่าพระองค์กำลังนั่งอยู่ ทรงกุมมือผมไว้
โน้มเข้ามาใกล้และบอกว่า

"เราเข้ามาอีกครั้ง...จิม ...
เพื่อบอกเจ้าว่าเรามีความสุขมากแค่ไหนตั้งแต่วันที่เราได้รู้จักกัน
และเรายกโทษบาปของเจ้า
เรารักที่จะฟังเจ้าอธิษฐานเสมอ
และเราคิดถึงเจ้าทุกวัน
จิม...เราคือเยซู มารายงานตัวในวันนี้" "


ผมได้อ่านเรื่องนี้จากอีเมลที่เพื่อนคนหนึ่งส่งมาให้และเกิดอาการอย่างเดียวกับศิษยาภิบาลผู้นี้
ผมร้องไห้และอธิษฐานกับพระเยซูด้วย
คำอธิษฐานของลุงจิม
ชีวิตและการับใช้ของผมมันช่างยิ่งใหญ่และซับซ้อนจนผมลืมไปว่า
"ผมมีความสุขมากแค่ไหน ตั้งแต่วันที่ผมกับพระเยซูได้รู้จักกัน"

มิตรภาพของพระองค์เป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่ให้ความสุขแท้กับผม
และจะติดตามผมไป
ไม่ว่าผมจะทุกข์ยาก เจ็บป่วย หรือล้มเหลว
ตั้งแต่เริ่มเป็นคริสเตียนนั้น
ผมได้ผ่านความเจ็บปวดใหญ่น้อยมานับไม่ถ้วน
มีบางครั้งก็สาหัสจนผมแทบไม่เชื่อว่าจะผ่านมาได้
แต่มิตรภาพของพระองค์ทำให้ไม่มีความทุกข์แท้สำหรับผม
ความทุกข์ทั้งหมดล้วนไม่จีรัง
เมื่อมันถูกนำมาปะทะกับความสุขของการได้รู้จักพระเยซู


"องค์พระผู้เป็นเจ้า
ผมเข้ามาหาพระองค์อีกครั้ง
เพื่อจะบอกพระองค์ว่า
ผมมีความสุขมากแค่ไหน
ตั้งแต่วันที่เรารู้จักกัน
และพระองค์ยกโทษบาปของผม
ผมอธิษฐานไม่ค่อยเก่งนัก
แต่ผมคิดถึงพระองค์ทุกวัน
พระเยซู...นี่ผมเอง มารายงานตัววันนี้"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น