วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณฯ : กิจการฯ 4:31-37

       พระธรรมกิจการฯ 4: 31-37  เป็นบันทึกของเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ยุคคริสตจักรสมัยแรก  หลังจากพระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อเป็น "พระผู้ช่วย" ในชีวิตของผู้เชื่อทุกคน   
       เมื่อผู้เชื่ออธิษฐานพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์  และคาดหวังที่จะได้รับฤทธิ์เดชจากพระเจ้าตามที่พระองค์สัญญาไว้   พวกเขาก็ประกอบด้วยพระวิญญาณฯ  (กจ.4:31)   และมีผลที่แสดงออกมาในชีวิตของผู้ที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณ อย่างน้อย 4 ประการ 


pentacost
ภาพจาก  www.crossroadsinitiative.com  

 1. กล่าวพระวจนะด้วยใจกล้าหาญ (กิจการฯ  4 :31)
      
การสั่งสอนพระวจนะเป็นหนึ่งในคำสั่งที่ปรากฏในพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์
       มัทธิว 28:19 "
เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา"        
       คริสตจักรสมัยแรกจึงเห็นคุณค่าและเอาจริงเอาจังในการสอนพระวจนะอย่างเต็มที่ (กจ.11:26; 18:11; 20:7-11)  รวมทั้งยังกล่าวพระวจนะด้วยใจกล้าหาญ คือ การสั่งสอนพระวจนะอย่างสัตย์ซื่อตามหลักการพระคัมภีร์  อันเป็นการวางรากฐานความเชื่อคริสเตียนอย่างแข็งแรง และส่งผลจนถึงผู้เชื่อในปัจจุบัน 
       การประกาศข่าวประเสริฐและการเทศนาพระวจนะพระเจ้าในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  ผู้เชื่อต้องเผชิญความทุกข์ยากและการข่มเหงมากมาย  แต่แม้พวกเขาต้องถูกข่มเหงจนถึงแก่ชีวิต  พวกเขายังยืนหยัดในความเชื่อและสัตย์ซื่อในการประกาศ    ดังนั้น การมีชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะพวกเขาต้องได้รับฤทธิ์เดชและใจกล้าหาญจากพระวิญญาณฯ จึงจะกล่าวพระวจนะได้อย่างเกิดผล   

2.  
เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (กิจการฯ  4 :32) 
      
ใน กจ.4:4  บันทึกว่าในขณะนั้นมีผู้เชื่อซึ่งนับเฉพาะผู้ชายมีจำนวนอย่างน้อยประมาณห้าพันคน  ดังนั้น จึงน่าอัศจรรย์ใจยิ่งที่คนทั้งหมดนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทั้งทางความคิดความรู้สึก และในจิตวิญญาณ       
      
ชุมชนของพระเจ้าเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ เพราะมีความรักของพระเจ้าที่ประสานแต่ละคนไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง  ทุกคนผูกพันเป็นพี่น้องกันโดยมีพระเจ้าเป็นพระบิดาองค์เดียวกัน และมีพระวิญญาณองค์เดียวกันที่สถิตในชีวิตของผู้เชื่อทุกคน (อฟ.4
:3-5)         
      
เมื่อผู้เชื่อเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  ชุมชนนั้นก็เป็นชุมชนแห่งพระพร เพราะพระเจ้าทรงสัญญาว่า พระองค์จะบังคับบัญชาพระพรที่นั่น       
      
สดด.133:1-3 
   ดูเถิด  ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  ก็เป็นการดี  และน่าชื่นใจมากสักเท่าใด    เหมือนน้ำมันประเสริฐอยู่บนศีรษะไหลอาบลงมาบนหนวดเครา   บนหนวดเคราของอาโรน  ไหลอาบลงมาบนคอเสื้อของท่าน    เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน  ซึ่งตกลงบนเทือกเขาศิโยน  เพราะว่าพระเจ้าทรงบังคับบัญชาพระพรที่นั่น  คือชีวิตจำเริญเป็นนิตย์ 

 3. มีฤทธิ์เดชในการรับใช้ (กิจการฯ  4 :33)            
      
บรรยากาศในคริสตจักรยุคแรกมีการทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย  เพราะ พระเจ้าทรงประทานฤทธิ์เดชเพื่อรับรองเขาในการรับใช้พระองค์  เหมือนดังที่พระเยซูคริสต์เคยประทานฤทธิ์เดชแก่เหล่าสาวกเมื่อพระองค์ส่งเขาไปรับใช้ตามที่ต่างๆ (มก.16:20)     และเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์  พระองค์ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์มาสถิตกับผู้เชื่อ เพื่อพระวิญญาณฯ  จะสนับสนุนพวกเขาในการรับใช้พระองค์ด้วยฤทธิ์เดชเช่นกัน (กจ.2:43; 5:12            
      
คริสเตียนทุกคนจึงควรคาดหวังที่จะมีชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณฯ 
หากเราปรารถนาที่จะเห็นพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์สำเร็จ  เราต้องมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า มีชีวิตแห่งการอธิษฐานพึ่งพาพระเจ้า ดำเนินชีวิตในพระวิญญาณ      ไวต่อเสียงของพระวิญญาณและแสดงออกด้วยการเชื่อฟัง เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่เห็นแก่ตัว  ยินดีเหยียดออกไปเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม  เมื่อเรา แต่ละคนมีชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณฯ   เราจะเห็นการรับรองจากพระเจ้าอย่างชัดเจนผ่านหมายสำคัญและการอัศจรรย์ตามที่ พระองค์ทรงสัญญาไว้   


4. มีใจเสียสละเพื่อผู้อื่น
(กิจการฯ  4 :34-37)
       พระคัมภีร์ตอนนี้ได้กล่าวว่า "เพราะว่าในพวกศิษย์ไม่มีผู้ใดขัดสน"  เพราะทุกคนเสียสละ และลงมือช่วยเหลือผู้อื่นจนไม่มีใครขัดสนเลย  หัวใจที่เสียสละเช่นนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะผู้เชื่อในกรุงเยรูซาเล็มเท่านั้น แต่ยังปรากฏในชีวิตของผู้เชื่อที่เมืองต่างๆ เช่น เมืองฟิลิปปี  เมืองเธสะโลนิกา  และเมืองเบโรอาด้วย  จน กระทั่งเปาโลอดไม่ได้ที่จะหยิบยกขึ้นมากล่าวชมเชยและหนุนใจคริสเตียนที่ เมืองโครินธ์ซึ่งมีความตั้งใจดีแต่ยังไม่ลงมือกระทำอย่างเต็มที่ (2 คร.8:2-4) 
       แม้ผู้เชื่อในคริสตจักรสมัยแรกจะเต็มใจเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อได้ประทานพระสัญญาว่า บุคคลที่มีน้ำใจกว้างขวางและหยิบยื่นสิ่งดีให้แก่ผู้อื่นนั้นจะไม่คลาดแคลนสิ่งดีอันใด   เพราะพระเจ้าจะทรงอำนวยพระพรกลับคืนมาทำให้มีเพียงพอในการดีทุกอย่าง
       2คร.9:8
และพระเจ้าทรงฤทธิ์อาจประทานของดีทุกสิ่งอย่างอุดมแก่ท่านทั้งหลาย  เพื่อให้ท่านมีทุกสิ่งทุกอย่างเพียงพอสำหรับตัวเสมอ ทั้งจะมีสิ่งของบริบูรณ์สำหรับงานที่ดีทุกอย่างด้วย 

สรุป
       
       เมื่อผู้เชื่อเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  พวกเขาจะรับใช้พระองค์ด้วยความกล้าหาญ จะผูกพันชีวิตเป็นชุมชนที่มีความรักภักดีและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  จะมีน้ำใจเสียสละเพื่อผู้อื่น  และจะมีฤทธิ์เดชในการรับใช้    สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้คนจำนวนมากประจักษ์ว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์  และ พวกเขาจะปรารถนาที่จะรู้จักพระองค์และมีชีวิตที่ดำเนินไปกับพระองค์ด้วย เหมือนดังภาพในคริสตจักรสมัยแรกที่มีคนเป็นอันมากเข้ามาร่วมกับเหล่าสาวกของ พระเยซูคริสต์ทุกวันเรื่อยไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น